Oris Story

17 พฤษภาคม 2020 Oris

1904

โอริส ก่อตั้งขึ้นโดย พอล แคทติน (Paul Cattin) และ จอร์จ คริสเตียน (Georges Christian) ที่เมืองโฮลสไตน์ (Hölstein) สวิตเซอร์แลนด์ โดยซื้อโรงงานผลิตนาฬิกา Lohner & Co ที่ได้ปิดกิจการลง และเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1904 และเขาทั้งสองได้เข้าทำสัญญากับนายกเทศมนตรีประจำท้องถิ่น และได้ตั้งชื่อบริษัทผลิตนาฬิกาของเขาว่า โอริส (Oris) ตามชื่อของลำธารที่อยู่ใกล้เคียง

1906

บริษัทได้เปิดโรงงานประกอบชิ้นส่วนนาฬิกา และโรงงานผลิตแห่งที่สองในเมืองโฮลเดอร์แบงค์ (Holderbank) ที่อยู่ใกล้เคียง

1911

ภายในปี 1911 โอริส ได้กลายเป็นผู้ประกอบกิจการที่ใหญ่ที่สุดในเมือง โฮลสไตน์ โดยมีพนักงานถึง 300 คน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้กับช่างทำนาฬิกาจำนวนมาก โอริส จึงได้สร้างบ้าน และ หอพักให้กับพนักงาน ความสำเร็จของโอริสดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และมีการขยายกิจการเพิ่มขึ้น จนถึงปี 1929 โอริส ได้มีโรงงานที่ โฮลสไตน์ Holstein (1904) โฮลเดอร์แบงค์-Holderbank (1906) โคโม-Como (1908) คูร์จเนย์-Courgenay (1916) เฮอร์เบ็ทซ์วิล-Herbetswil (1925) และ ซีเฟน- Ziefen (1925)

1925

นาฬิกาข้อมือเรือนแรกของโอริส ยังคงมีการขยายกิจการอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเปิดโรงงานอีกแห่งที่เมือง ซีเฟน (Ziefen) และโรงงานชุบโลหะด้วยกระบวนการอิเล็คโตรโลซิส (electroplating factory) ที่เมืองเฮอร์เบ็ทซ์วิล (Herbetswil) บริษัทจึงเริ่มประกอบสายนาฬิกาเข้ากับตัวเรือนนาฬิกาพก The company begins to fit bracelet buckles to its pocket watches ถือเป็นการเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นนาฬิกาข้อมืออย่างเต็มภาคภูมิ

1927

ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท จอร์จ คริสเตียน (Georges Christian) ได้เสียชีวิตลง และ จาร์ค-เดวิด เลอคูล์ทร (Jacques-David LeCoultre) ได้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารสูงสุดของบริษัท ซึ่งเป็นหลานชายของ อันตวน เลอคูล์ทร Antoine LeCoultre ผู้ซึ่งรวมกิจการกับ เอ็ดมอนด์ แจเกอร์ (Edmond Jaeger) เพื่อก่อตั้ง แจเกอร์-เลอคูล์ทร (Jaeger-LeCoultre) ในปี 1937

1928

หลังการจากไปของ จอร์จ คริสเตียน (Georges Christian) เพียงหนึ่งปี ออสการ์ เฮอร์ซอก (Oscar Herzog) ผู้เป็นน้องเขยของ คริสเตียน ได้เข้าดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการทั่วไปเป็นเวลาถึง 43 ปี (1928 – 1971) ซึ่งเฮอร์ซอก ถือว่าเป็นผู้นำทาง โอริส ผ่านทั้งจุดสูงสุด และช่วงตกต่ำของการทำนาฬิกาในช่วงศตวรรษที่ 20

1934

THE SWISS WATCH STATUTE ความปรารถนาของ ออสการ์ เฮอร์ซอก (Oscar Herzog) ในการปรับปรุงคุณภาพของสินค้าในบริษัทของเขา ต้องประสบกับปัญหา โดยเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 1934 รัฐบาลแห่งสหพันธรัฐสวิส ได้ออกระเบียบข้อบังคับที่เรียกว่า บทบัญญัติเกี่ยวกับนาฬิกา ‘Watch Statute’ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีลักษณะเฉพาะที่ออกแบบมาเพื่อปกป้อง และควบคุมอุตสาหกรรมนาฬิกา โดยป้องกันไม่ให้บริษัทผู้ผลิตนาฬิกานำเทคโนโลยีใหม่มาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งประเด็นนี้ โอริส ได้ใช้เฟืองคานโยกเอสเคปเมนท์แบบเข็ม (pin-lever escapement – Roskopf escapement) ซึ่งมีความเที่ยงตรงน้อยกว่าการใช้เฟืองคานโยกเอสเคปเมนท์แบบคัดง้าง (lever escapements) ที่คู่แข่งของโอริสใช้ ซึ่งเขาได้ใช้เทคโนโลยีนี้ ก่อนที่กฎหมายฉบับนี้ผ่านการบังคับใช้

1936

โอริส ได้เปิดโรงงานผลิตหน้าปัดนาฬิกาของตนเอง ที่เมืองบีล (Biel)/เบียนน์ (Bienne)

1938

โอริสเริ่มต้นผลิตเฟืองเอสเคปเมนท์ ในฐานะผู้ผลิตแบบบูรณาการ โอริส ยังได้ทำการผลิตเฟืองเอสเคปเมนท์สำหรับนาฬิกาของตนเองอีกด้วย บริษัทได้บรรจุช่างทำนาฬิกาที่มีทักษะฝีมือสูงเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นบริษัทแรกที่เสนอโอกาสอย่างเท่าเทียมสำหรับพนักงานทั้งชาย และหญิง

โอริสเปิดตัวนาฬิกาข้อมือสำหรับนักบิน ที่มีมะยมขนาดใหญ่เป็นพิเศษ และ มีเข็มชี้บอกวันที่ตามวันในปฏิทิน โดยใช้ชื่อรุ่นตามมะยมของนาฬิกาที่มีขนาดใหญ่ ที่ช่วยให้นักบินสามารถปรับตั้งเวลาได้ในขณะที่ยังสวมถุงมืออยู่ได้ ซึ่ง การบิน ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในสี่ของ ‘Oris Worlds’

1940

นาฬิกาปลุก ในภาวะสงครามโลกครั้งที่สอง เครือข่ายตัวแทนจำหน่ายของโอริสนอกอาณาเขตสวิตเซอร์แลนด์ ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้ธุรกิจยังคงอยู่ได้ บริษัทจึงได้เริ่มผลิตนาฬิกาปลุกขึ้น ในรุ่นที่มีพลังงานสำรองแปดวัน ที่มีชื่อเสียงซึ่งเปิดตัวในปี 1949.

1945

รางวัลด้านความเที่ยงตรง โอริส ได้รับรางวัลชนะเลิศเป็นที่หนึ่งด้านกลไกแบบเฟืองเข็มคานโยก (pin-lever movement)จากกว่า 200 กลไก โดย สถาบันการควบคุมการผลิตนาฬิกา (Bureau Officiel de Contrôle de la Marche des Montres) ณ เมืองเลอโลค (Le Locle) ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่ากลไกแบบเฟืองเข็มคานโยก (pin-lever movement) นั้นก็มีความเที่ยงตรงเช่นเดียวกับเฟืองคานโยกเอสเคปเมนท์ทั่วไป

1946

การขยายตัวในช่วงหลังสงครามนั้น โอริสได้ให้บริการรถโดยสารรับส่งพนักงานจากเมืองที่อยู่ในรัศมี 25 กม ไปยังสำนักงานใหญ่ของบริษัทที่เมืองโฮลสไตน์

1949

นาฬิกาพลังงานสำรอง 8 วัน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง บริษัททำการผลิตนาฬิกาได้จำกัดเพียง 200,000 เรือนต่อปี โอริสยังคงต่อชีวิตของบริษัทด้วยการผลิตนาฬิกาปลุก (alarm clocks) ขึ้นนำตลาดด้วยรุ่นที่มีความพิเศษเป็นที่จดจำด้วยกลไกที่เก็บพลังงานสำรองได้ถึงแปดวัน โดยทำการเปิดตัวในช่วงปลายทศวรรษ 1940

1952

นาฬิกากลไกจักรกลอัตโนมัติเรือนแรกของโอริส โอริสเปิดตัวนาฬิกากลไกจักรกลอัตโนมัติเป็นครั้งแรกด้วยรุ่นที่มีหน้าต่างแสดงพลังงานสำรอง ที่ทำงานด้วยกลไกของโอริสที่มีความเที่ยงตรงสูง Oris Calibre 601

1956

ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท ออสการ์ เฮอร์ซอก (Oscar Herzog) ได้ทำการจ้างทนายความหนุ่ม ดร. รอล์ฟ พอร์ทแมนน์ ( Dr Rolf Portmann) เขาทำงานให้กับบริษัทเพื่อเรียกร้องให้มีการยกเลิก ‘รัฐบัญญัติการควบคุมนาฬิกา (Watch Statue)’ ที่ทำให้โอริสไม่สามารถใช้เฟืองคานโยกเอสเคปเมนท์ (lever escapements) ในนาฬิกาของโอริสได้ จนถึงปี 1966 เขาจึงประสบความสำเร็จ ได้รับการยกย่องในประวัติศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกาสวิส

1965

ตำนานที่มีชีวิต โอริสได้เปิดตัว นาฬิกาสำหรับนักประดาน้ำคุณภาพสูง Oris Divers Sixty ที่มีวงแหวนขอบหน้าปัดพร้อมมาตรปรับตั้งเวลาแบบหมุนได้ทิศทางเดียว แข็งแรงบึกบึน ตัวเลขบอกเวลาแบบเรืองแสง และกันน้ำได้ถึงระดับ 100ม ซึ่งนาฬิกาเรือนนี้ได้นำออกจำหน่ายในอีก 50 ปีต่อมา และกลายมาเป็นหนึ่งในรุ่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของบริษัท

1967

นาฬิการะบบโครโนมิเตอร์เรือนแรกของโอริส ‘รัฐบัญญัติการควบคุมนาฬิกาสวิส’ ที่ออกบังคับใช้ในปี 1934 ทำให้โอริสไม่สามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ได้เป็นเวลาถึงกว่า 30 ปี แต่ในปี 1966 รัฐบัญญัติฉบับนั้นได้ถูกยกเลิก เพียงอีกสองปีต่อมา บริษัทก็ได้เปิดเผยกลไก Oris Calibre 652 (ซึ่งใช้เฟืองคานโยกเอสเคปเมนท์ที่ดีที่สุด (superior lever escapement)) และได้รับรางวัลประกาศนียบัตรโครโนมิเตอร์แบบสมบูรณ์ – ที่มีความเที่ยงตรงสูงสุด – โดย the Observatoire Astronomique et Chronométrique

1969

ปีทองของโอริส ช่วงปลายทศวรรษ 1960 โอริส เป็นหนึ่งใน 10 บริษัทนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพนักงานถึง 800 คนในทุกเครือข่ายโรงงานผลิต ทั้งที่ โฮลสไตน์ และที่อื่นๆ มีกำลังผลิตทั้งนาฬิกาข้อมือ และนาฬิกาปลุกถึง 1.2 ล้านเรือนต่อปี บริษัทยังได้พัฒนาเครื่องมือ และเครื่องจักรของตนเอง รวมทั้งการดำเนินโครงการฝึกสอน และอบรมวิศวกร และช่างทำนาฬิกาจำนวน 40 คนทุกปี

1970

ในปี 1970 โอริสกลายเป็นส่วนหนึ่งของ ASUAG ซึ่งภายคือคือ Swatch Group ในช่วงเวลาที่ไม่มีอะไรที่ย่ำแย่ไปกว่านี้อีกแล้ว เนื่องจากการหยุดชะงักของอุตสาหกรรมนาฬิกาจักรกลสวิส ที่เกิดภาวะวิกฤติโดยการเข้ามาตีตลาดของนาฬิกาควอทซ์ โอริส ไม่สามารถอยู่ได้อย่างอิสระด้วยตนเอง ในการต้านทานกกระแสของทศวรรษแห่งความยากลำบาก ที่การผลิตได้ตกฮวบลง และจำนวนพนักงานถูกลดจำนวนลงจาก 900 เหลือเพียงยี่สิบกว่าคน ซึ่งต่อมาได้ทำการซื้อคืนกิจการเพื่อรักษาอนาคต และสถานภาพของการเป็นผู้ผลิตอิสระของโอริส

โอริสได้เปิดตัวนาฬิการุ่น โครโนริส (Chronoris) ซึ่งเป็นระบบจับเวลาโครโนกราฟเรือนแรกของบริษัท และเป็นที่จดจำมาจนถึงปัจจุบัน และยังเป็นนาฬิกาเรือนแรกของโอริสในกลุ่ม มอเตอร์สปอร์ต (Motor Sport) คอลเล็คชัน โครโนริส (Chronoris) ได้รับการเปิดตัวอีกครั้งหลังจากนั้นอีก 35 ปี เมื่อปี 2005

1982

ในช่วงตกต่ำของโอริส เนื่องจากวิกฤติการณ์นาฬิกาควอทซ์ ในทศวรรษ 1970 และต้นทศวรรษ 1980 ดร. รอล์ฟ พอร์ทแมนน์ (Dr Rolf Portmann) และ อุลริค ดับบลิว เฮอร์ซอก (Ulrich W. Herzog) ได้ซื้อคืนกิจการของโอริส หลังจากนั้นไม่นาน ได้จดทะเบียนบริษัทในนาม Oris SA อย่างกล้าหาญโดยการปฏิเสธกลไกระบบควอทซ์ และมุ่งมั่นในการผลิตเฉพาะนาฬิกากลไกจักรกลแต่เพียงเท่านั้น

1984

ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 Ulrich W. Herzog ประธานบริหารสูงสุดของบริษัท ได้เดินทางบ่อยครั้งไปที่ญี่ปุ่น ที่เขาได้สังเกต และพบเห็นถึงความหลงใหลในนาฬิการะบบจักรกล การตระหนักถึงอิทธิพลของความเป็นญี่ปุ่นที่ครอบคลุมกระแสความนิยมไปทั่วโลก เขาจึงกำหนดวิสัยทัศน์ทางด้านธุรกิจว่า: โอริส มีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำในการผลิตนาฬิกาจักรกลระดับโลกด้วยกลไกที่มีความพิเศษในราคาที่เหมาะสม ในปี 1984 เขาทำการเปิดตัวนาฬิกาที่มีกลไกเข็มชี้วันที่ Pointer Calendar เป็นครั้งแรกในรุ่น Big Crown ที่เคยออกวางจำหน่ายมาแล้วในช่วงทศวรรษ 1930 ในช่วงเวลานี้นี่เอง ที่กลไกแบบพิเศษที่ตอบสนองการใช้งาน ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งผู้ผลิตนาฬิกากลไกซับซ้อนของโอริส

1988

การตื่นตัวของโอริส มีขึ้นอีกครั้งด้วยการเปิดตัว นาฬิกาข้อมือจักรกลระบบปลุกเรือนแรกของโอริส

1990

ระบบจักรกล HIGH-MECH ประสิทธิภาพสูง บริษัทได้สร้างคำโฆษณาว่า High-Mech เพื่อสื่อถึงคุณภาพและความน่าเชื่อถือของนาฬิกาจักรกลสวิส ในปีเดียวกันนี้เองได้ออกนาฬิกาสำหรับผู้หลงใหลการเล่นกีฬา โดยได้แรงบันดาลใจจากกีฬาฟุตบอล ที่มีหน้าปัดย่อยแยกออกจากกันสี่หน้าปัด

1991

ความสำคัญของกลไกซับซ้อน การตัดสินใจที่จะผลิตเฉพาะนาฬิกาจักรกลของโอริส ได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งในปี 1991 ในการเปิดตัวกลไกที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง Calibre 581 ซึ่งในเวลานั้น เป็นนาฬิกาที่มีความซับซ้อนมากที่สุด โดยมีกลไกแสดงสถานะของพระจันทร์ที่พัฒนาขึ้นภายในโดยทีมช่างทำนาฬิกาของโอริส

1996

โอริสก้าวเข้าสู่ดนตรีแจซ การจัดงาน Oris London Jazz Festival ได้กลายมาเป็นการร่วมมือกันจัดงานเป็นครั้งแรกของบริษัท ซึ่งแสดงถึงจุดเริ่มต้นในจิตตารมณ์ที่เชื่อมโยงอย่างเหนียวแน่นระหว่าง โอริส และดนตรีแจซ บริษัทได้เฉลิมฉลองการเปิดตัวนาฬิกาแจซรุ่นแรก ที่มีชื่อตามแซกโซโฟนิสต์ ชาวอังกฤษ แอนดี เชพเพิร์ด (Andy Sheppard)

1997

เรือนแรกของโลก โอริส เป็นผู้ริเริ่มเปิดตัวนาฬิกาแสดงเวลาประเทศที่สอง (Worldtimer) นาฬิกาที่บรรจุด้วยกลไกการใช้งาน ที่พัฒนาขึ้นภายในบริษัทและได้รับการจดสิทธิบัตร โดยที่สามารถปรับตั้งเวลาท้องถิ่น ไปข้างหน้า หรือ ย้อนกลับได้เพียงการกดปุ่มที่อยู่ด้านข้างตัวเรือน ถ้าเวลาท้องถิ่นถูกปรับไปข้างหน้า หรือ ย้อนกลับผ่านช่วงเวลาเที่ยงคืน วันที่ก็จะถูกปรับเปลี่ยนโดยอัตโนมัติ

1999

รังสรรค์เพื่อนักบิน โอริส ได้เพิ่มนาฬิการะบบจักรกลอัตโนมัติ BC3 ให้กับคอลเล็คชันนาฬิกาสำหรับนักบิน นาฬิกา BC3 แสดงให้เห็นถึงทิศทางของการออกแบบแนวใหม่ของบริษัท ที่มีความชัดเจน หน้าปัดที่มองเห็นได้แจ่มชัด ที่เสริมคุณประโยชน์ด้วยรูปทรงของตัวเรือนที่มีความสดใส ทันสมัย ทำให้เป็นนาฬิกาสำหรับนักบินที่มีความแรงดุจพายุ ท่ามกลางลักษณะที่มีความโดดเด่น นั้นคือ ตัวเรือน สแตนเลส สตีลที่มีความมันเงา (satin-finished) ซึ่งจะช่วยดูดแสงมากกว่าการกระจายแสง รวมทั้งสายโลหะที่มีระบบกดกระชับสาย หรือ สายยาง

2000

โอริส อยู่ในแนวหน้าด้านการพัฒนากรกะแสความนิยมสำหรับนาฬิกาที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ ด้วยการนำเสนอนาฬิการุ่น Oris XXL ที่มีขนาดใหญ่กว่านาฬิกาสปอร์ตทั่วไป โดยนัยสำคัญ ได้กลายมาเป็นคอลเล็คชันแรกของโอริสที่มีกลไกถึงสามขนาดให้เลือกตามความพอใจของลูกค้า โดยไม่ประนีประนอมในเรื่องของรูปแบบ และคุณภาพ

2001

สัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของโอริส กับดนตรีแจซ นำมาซึ่งความมีชีวิตชีวา ของคอลเล็คชันนาฬิกาที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ ไมลส์ เดวิส หนึ่งในนักดนตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษที่ 20 ด้วยตัวเรือนรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า แสดงถึงความหลงใหลของโอริสทั้งในเรื่องของรูปทรง และการใช้งาน ซึ่งได้มีการขยายกลุ่มเพิ่มขึ้นเป็นรูปทรงแบบถังเบียร์ (tonneau-shaped model) และรุ่นที่มีการประดับด้วยเพชร สำหรับสุภาพสตรี

สำหรับนาฬิการุ่น Oris TT1 บริษัทได้เพิ่มแรงกระตุ้นใหม่ให้กับคอลเล็คชันนาฬิกาเพื่อการใช้งานรุ่นนี้ โดยมีวงแหวนบนขอบหน้าปัดทำด้วยยางรับเบอร์สีดำ ตัวเรือน สแตนเลส สตีล ที่กลมกลืนกับสายรับเบอร์ยางที่สะท้อนลายเส้นยาวเป็นแนวตั้งเช่นเดียวกับล้อรถแข่ง Formula 1

2002

จักรเหวี่ยงสีแดง (THE RED ROTOR) ในปี 2002 จักรเหวี่ยงสีแดง (the Red Rotor) ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่ได้รับการจดทะเบียนการค้าของโอริส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำหรับปณิธานและปรัชญาของโอริส: ในการที่จะผลิตนาฬิกาจักรกลสวิสคุณภาพสูงตามความต้องการใช้งานในโลกแห่งความจริง ด้วยราคาที่เหมาะสม.

2003

โอริส ได้เปิดตัว Artelier collection กลุ่มนาฬิกาที่มีความคลาสสิค หรูหราสง่างาม ซึ่งหลายรุ่นเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรม กลไกเพื่อการใช้งานคุณภาพสูง ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นภายในโดยทีมช่างทำนาฬิกาของโอริสเอง

ในปี 2003 โอริส ได้เซ็นสัญญากับทีม Williams Formula 1 พร้อมเปิดตัวนาฬิกา Williams F1 Team เป็นครั้งแรก เป็นการเริ่มต้นสัมพันธภาพที่ยั่งยืนส่งผลให้เกิดการรังสรรค์นาฬิกา และนวัตกรรมมากมาย ในปี 2015 ได้มีการเปิดตัว Oris Williams collection เป็นรุ่นแรกในกลุ่มที่อุทิศให้กับไอคอน ของ F1

2004

ในโอกาสครบรอบหนึ่ง 100 ปี โอริส ได้เปิดตัวนาฬิกา ชุด Oris Centennial Set 1904 Limited Edition ที่ได้รวมเอานาฬิการุ่น Artelier Worldtimer ตัวเรือน สแตนเลส สตีล นาฬิกาที่มีพลังงานสำรองแปดวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่เป็นที่จดจำมากที่สุดในเรื่องการออกแบบของบริษัท ผลิตจำนวนจำกัด 1904 เรือนพร้อมหมายเลขพิเศษประจำตัวเรือน

ระบบล็อคมะยมอย่างรวดเร็ว (THE QUICK-LOCK CROWN) โอริส เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาระบบ Quick Lock Crown system ที่มีความแตกต่างจากรูปแบบการขันเกลียว (screw-in crown) ตามแบบเดิม ซึ่งเพียงแค่หมุนมะยมกลับแบบสวนทางการเดินของเข็มนาฬิกาเป็นมุม 120 องศาเพียงครั้งเดียว ก็จะทำการล็อคมะยมให้อยู่กับที่

2006

พุ่งทะยานไปข้างหน้า โอริส นำเสนอนาฬิกาที่ผลิตจำนวนจำกัด เพื่อฉลองการร่วมทีมของนักแข่ง Williams F1 ที่อายุยังน้อยและมากด้วยความสามารถ นิโค รอสเบอร์ก (Nico Rosberg) โดยตัวเรือนนาฬิกาผลิตด้วยไทเทเนียมที่ผ่านการออกแบบด้านวิศวกรรมที่มีความประณีต แม่นยำ ที่สะท้อนถึงความเที่ยงตรง คุณภาพ และความน่าตื่นเต้นของการแข่งกรังด์ปรีซ์

โอริส ได้เซ็นสัญญาในการทำงานร่วมกับ นักประดาน้ำแบบไร้อุปกรณ์ คาร์ลอส คอสเต (Carlos Coste) ผู้ทำลายสถิติโลกได้ภายในปีเดียวกัน ในประเภท variable weight โดยดำลงใต้น้ำที่ระดับความลึกได้ถึง 140 เมตร และกลับขึ้นสู่ผิวน้ำด้วยลมหายใจเดียว ในปี 2010 ชาวเวเนซูเอลาผู้นี้ ได้ทำสถิติที่บันทึกไว้ใน Guinness World Record จากการประดาน้ำแบบไร้อุปกรณ์ ด้วยการว่ายน้ำเป็นระยะทาง 150 เมตร เพียงลมหายใจเดียว ในถ้ำใต้ทะเลผ่าน Dos Ojos ที่เปรียบเสมือนอ่างเก็บน้ำธรรมชาติใต้ดิน ที่มีระยะทางคดเคี้ยวถึง 40 ไมล์ ใต้แหลมยูคาทาน ประเทศเม็กซิโก ในการประดาน้ำครั้งนี้ คอสเต ติดอุปกรณ์เพียง ไฟฉาย และตีนกบแบบเดี่ยว ซึ่งโอริส ได้รังสรรค์นาฬิการุ่น Carlos Coste Limited Edition Cenote Series เพื่อเป็นเกียรติต่อความสำเร็จในภารกิจที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตของเขาในครั้งนี้

2008

มะยมในแนวเส้นแวง โอริส ได้เผยโฉมนวัตกรรมใหม่ BC4 Flight Timer นาฬิกาที่แสดงเวลาได้ถึงสามประเทศ หนึ่งในนั้นทราบเวลาโดยการปรับที่ปุ่มตามแนวเส้นแวงที่อยู่ ณ ตำแหน่ง 2 นาฬิกา ในปี 2009 ได้รับรางวัล Red Dot Award สำหรับผลงานการออกแบบประเภท ‘Best of the Best’

2009

ระบบขอบหมุนบนหน้าปัดนิรภัย (THE ROTATION SAFETY SYSTEM) โอริส ได้ร่วมงานกับ ตัวแทนสัมพันธไมตรี และ นักประดาน้ำเชิงพาณิชย์ โรมัน ฟริสก์เน็คท์ (Roman Frischknecht) เพื่อพัฒนานาฬิการุ่น ProDiver นาฬิกาสำหรับนักประดาน้ำที่ได้รับการจดสิทธิบัตรระบบหมุนขอบหน้าปัดนิรภัย (Rotation Safety System) ที่หมุนได้ทิศทางเดียวโดยสามารถล็อคให้อยู่กับที่ เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ใต้ท้องทะเล

โอริส ให้การสนับสนุน Swiss Hunter Team ทีมนักบินผาดโผนอิสระที่ดำเนินงานโดย พิพิธภัณฑ์การบิน (Fliegermuseum) ที่ตั้งอยู่ที่เมือง อัลเทนไรน์ (Altenrhein) สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งได้ร่วมมือกันรังสรรค์นาฬิกาที่ผลิตจำนวนจำกัดอีกหลายรุ่น

2010

หัวล็อคสายแบบเลื่อนสไลด์ (THE SLIDING SLEDGE CLASP) โอริส ได้พัฒนา หัวล็อคสายนิรภัยแบบพิเศษ ที่ป้องกันการร่วงหล่นของนาฬิกา แม้ว่ายังปิดล็อคไม่เสร็จ และยังมีระบบที่สามารถปรับสายได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องถอดนาฬิกาออกจากข้อมือ

ในปี 2010 โอริส ได้ร่วมมือกับ Australian Marine Conservation Society เพื่อให้การช่วยเหลือ ปกป้อง และอนุรักษ์แนวปะการัง the Great Barrier Reef ซึ่งเป็นระบบนิเวศน์แนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดของโลก โอริส ได้เปิดตัวนาฬิกาสำหรับนักประดาน้ำที่ผลิตจำนวนจำกัด Oris Great Barrier Reef Limited Edition เพื่อสร้างการรับรู้ถึงหน่วยงานอนุรักษ์สัตว์ทะเลที่มีประสิทธิภาพที่สุดในโลกที่น่ายกย่อง และนาฬิการุ่นที่สอง ก็ได้เปิดตัวในปี 2015 โดยความร่วมมือที่ต่อเนื่อง

โอริส เปิดเผยถึงคำโฆษณาใหม่ของบริษัทว่า ‘real watches for real people’ ผ่านทางพันธมิตรคนใหม่ ศิลปินชาวจีน ลิว โบลิน (Liu Bolin) เป็นที่รู้จักกันในนาม ‘มนุษย์ล่องหน – Invisible Man’ โดยการที่ ลิว ได้ทาสีตัวเองให้กลมกลืนกับภาพ รวมถึงผลงานที่ได้ทำร่วมกับโอริส ซึ่งเป็นผลงานที่ถูกออกแบบมาเพื่อสำรวจถึงคุณค่าแห่งเวลา และ มองดูว่า ในฐานะคนๆ หนึ่งจะอยู่ร่วมในโลกที่เราสร้างให้กลมกลืนได้อย่างไร ซึ่งผลงานที่ออกมานั้น ได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลก

2011

โอริส เปิดตัวนาฬิการุ่น Big Crown X1 Calculator นาฬิกาสำหรับนักบินที่ตั้งชื่อตามเครื่องบินความเร็วเหนือเสียงพลังเครื่องยนต์จรวด Bell X1 พร้อมมาตรคำนวณแบบกลม (circular slide rule) บนขอบหน้าปัดนาฬิกา กันน้ำได้ถึงระดับ 3 บาร์ (30 ม) – ที่ไม่ค่อยใช้ในนาฬิกาซึ่งวิศวกรของโอริสใช้เวลาถึง 2 ปีจึงเสร็จสมบูรณ์

2012

ความต้องการสำหรับความเร็ว นาฬิกา Oris Artix GT Chronograph ประกอบด้วยกลไกหน้าปัดย่อยของเข็มวินาทีแบบตีกลับที่ได้รับการพัฒนาโดยโอริส ได้แรงบันดาลใจจากแผงหน้าปัดวัดความเร็วรอบของรถแข่ง (rev counter) ที่ทันสมัย ด้วยขีดเวลาสีแดงทั้งหมด 60 วินาที

2013

เกจ์วัดระดับความลึก Aquis Depth Gauge ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรของโอริส ตอบปัญหาความท้าทาย ในการรวมเข้ากับนาฬิการะบบจักรกล โดยน้ำจะสามารถไหลผ่านเข้าไปในช่องที่ถูกเจาะไว้ ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา – ซึ่งน้ำจะไหลผ่านเข้าไปได้จากการเกิดความดันอากาศ ทำให้เห็นเป็นลายน้ำที่สัมพันธ์กับเกจ์วัดระดับความลึก

นาฬิกา Oris ProDiver Pointer Moon becomes เป็นนาฬิกาจักรกลเรือนแรกของโลกที่แสดงทั้งวงจรพระจันทร์ และระดับน้ำขึ้นน้ำลง ที่พัฒนาร่วมกับนักประดาน้ำเชิงพาณิชย์ โรมัน ฟริสก์เน็คท์ ทำงานด้วยกลไกแบบใหม่ Oris Calibre 761

2014

โอริส เฉลิมฉลองครบรอบ 110 ปี ด้วยกลไกชิ้นแรกที่พัฒนาขึ้นภายในบริษัทถึง 35 ปี Calibre 110 เป็นกลไกแบบขึ้นลานด้วยมือ พร้อมคู่ของกลไกซับซ้อน – พลังงานสำรองแบบ 10 วัน และ หน้าต่างแสดงพนังงานสำรองแบบไม่เชิงซ้อน (a non-linear power reserve indicator) ได้รับการผลิตโดยใช้เทคนิคการผลิตเชิงอุตสาหกรรมระดับสูงที่เปี่ยมประสิทธิภาพ

กว่า 75 ปี หลังจากที่โอริส ได้ผลิตนาฬิกาสำหรับนักบิน โอริส ได้เปิดตัวที่สุดแห่งนวัตกรรมนาฬิกาสำหรับนักบินในประวัติศาสตร์ของโอริส – Oris Big Crown ProPilot Altimeter นาฬิกาจักรกลอัตโนมัติเรือนแรกที่มีกลไกวัดระดับความสูง

2015

สี่สิบห้าปี หลังจากก้าวแรกที่โอริส เข้าสู่โลกของมอเตอร์สปอร์ต บริษัท ได้นำเสนอนาฬิกาหลากหลายรุ่นที่ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่พันธมิตรที่ยืนยาว Williams หนึ่งในชื่อที่เป็นที่จดจำมากที่สุดในแวดวง Formula 1

ในปี 2015 โอริส นำเสนอ Calibre 111 เพิ่มเติมในกลไก Calibre 110 ที่มีกลไกแสดงวันที่ โดยได้รังสรรค์กลุ่มกลไกซับซ้อนที่มีความพิเศษเฉพาะตัว ดังเช่น Calibre 110 กลไก Calibre 111 เสร็จสมบูรณ์ โดยใช้การผสมผสานเทคนิคเชิงอุตสาหกรรม และ หัตถกรรม สะพานจักรได้รับการขัดเงา และขัดมุมด้วยมือ ในขณะที่ผิวหน้า ไม่ถูกแตะต้อง อย่างตั่งใจปล่อยให้มีสภาพเหมือนถูกใช้งาน ซึ่งช่วยลดต้นทุนลง ดังนั้น นาฬิกาจึงทำงานด้วยกลไกที่ทรงคุณค่าการเป็นนาฬิกาที่ ‘จริง’ ตามปณิธานของโอริส

2016

นาฬิกาบรอนซ์เรือนแรกของโอริส โอริสเปิดตัวนาฬิกาที่ทำด้วยบรอนซ์เรือนแรกเพื่อระลึกถึงช่วงเวลาแห่งชีวิตของ คาร์ล แบรชเชียร์ – Carl Brashear ผู้เชี่ยวชาญการประดาน้ำเชื้อสายแอฟริกัน อเมริกัน คนแรกของกองทัพเรือสหรัฐ

โอริสเปิดตัวสิ่งประดิษฐกรรมกลไกแห่งเรือนเวลารุ่นที่สาม ที่ได้รับการบันทึกไว้ในพอร์ตโฟลิโอแห่งนวัตกรรมใหม่ ที่โอริสผลิตขึ้นเอง คาลิเบอร์ 112 ขอโอริสนั้น ได้เพิ่มกลไก GMT บอกเวลาประเทศที่สอง และหน้าต่างแสดงช่วงเวลากลางวัน-กลางคืน พร้อมกลไกพลังงานสำรอง 10 วัน หน้าต่างแสดงพลังงานสำรองแบบไม่เชิงเส้น และกลไกแสดงวันที่

ยังคงไว้ซึ่งความเป็นอิสระในการบริหาร โอริส ได้วางอนาคคตไว้ให้อยู่ในมือของผู้นำเจนเนอเรชั่นใหม่ เจ้าหน้าที่ร่วมบริหารระดับสูง รอล์ฟ สตูเดอร์ – Rolf Studer และ คลอดีน เจอร์ทีเซอร์-เฮอร์ซ็อก – Claudine Gertiser-Herzog

โอริส ประกาศให้ทราบถึง “เมซอง โอริส – Maison Oris” บูติค แห่งแรกของโอริสในสวิตเซอร์แลนด์ ดำเนินงานด้วยความร่วมมือกับ เซเลอร์ – Seiler บริษัทผู้ค้าอัญมณีที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย ซึ่งจะมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับบริษัท และคอลเล็คชั่นนาฬิกาทุกรุ่นให้กับลูกค้าของโอริส

2017

บริษัทผู้ผลิตนาฬิกาจักรกลสวิสอิสระ ยังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นในเกมเปลี่ยนโลกกลไกแบบซับซ้อนด้วย โอริส บิ๊ก คราวน์ โปรไพล็อต เวิลด์ไทม์เมอร์ – Oris Big Crown ProPilot Worldtimer นาฬิกาที่สามารถปรับเปลี่ยนเวลาประเทศที่สองได้อย่างง่ายดายด้วยการหมุนวงแหวนบนขอบหน้าปัด

โอริส เปิดตัว รุ่น อาเตลิเยร์ คาลิเบอร์ 113 – Artelier Calibre 113 ซึ่งเป็นรุ่นที่สี่ที่เป็นนวัตกรรมแห่งประดิษฐกรรมแห่งเวลาที่มีประสิทธิสาพสูงสุด ที่ให้กำเนิดพลังงานด้วยกลไกจักรกลที่ผลิตขึ้นภายในโรงงานของโอริสเอง คาลิเบอร์ 113 ประกอบบนตัวเรือนเดียวกับ โอริส คาลิเบอร์ 110, 111 และ 112 แต่เพิ่มเติมด้วยกลไกปฏิทินแบบใหม่สำหรับการเดินทางเพื่อธุรกิจ ที่แสดง วันในสัปดาห์ วันที่ และเดือนตามปีปฏิทิน

2018

โอริส ขอแนะนำถึง อัตลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ ที่นำเอาเรื่องราวประวัติศาสตร์ของตน และความเชี่ยวชาญ ชำนาญ ในปรัชญาของศาตร์แห่งประดิษฐกรรมนาฬิกา ให้มีความทันยุคทันสมัยได้อย่างลึกซึ้ง โลโก้ใหม่แสดงถึงปีแห่งการเฉลิมฉลองการก่อตั้งบริษัทในปี 1904 ในเมืองโฮลสไตน์ – Hölstein ที่ตั้งอยู่ในหุบเขาที่สวยงาม วาลเดนเบอร์ก วาลเลย์ – Waldenburg Valley ของสวิตเซอร์แลนด์

โอริส ประกาศให้ทราบถึงนาฬิการุ่น บิ๊ก คราวน์ โปรไพล็อต คาลิเบอร์ 114 – Big Crown Propilot Calibre 114 นวัตกรรมแห่งกลไกใหม่ได้รวมเอา กลไกพลังงานสำรองแบบ 10 วัน ซึ่งได้รับการจดสิทธิบัตรหน้าต่างแสดงพลังงานสำรองแบบไม่เป็นเส้นตรงของโอริส หน้าต่างแสดงวันที่ และ เป็นครั้งแรกของ กลไกแสดงเวลาประเทศที่สองแบบ 24 ชั่วโมง พร้อมด้วย กลไกแสดงเวลาแบบครึ่งชั่วโมง เข้าด้วยกัน ซึ่งไม่มีนาฬิการะบบจักรกลเรือนใดในสวิตเซอร์แลนด์ที่ได้รวมเอากลไกเหล่านี้ประกอบเข้าด้วยกันภายในนาฬิกาเรือนเดียว

2019

ตำนานของนาฬิการุ่น โปรไดฟ์เวอร์ – ProDiver ของโอริส ยังคงได้รับการรังสรรค์ต่อไปด้วยรุ่น ไดฟ์ คอนโทรล ลิมิเต็ด เอ็ดดิชั่น – Dive Control Limited Edition ประกอยด้วยตัวเรือนไทเทเนียมที่มีน้ำหนักเบา เคลือบด้วยสารดีแอลซี – DLC สีดำ อีกทั้งระบบหมุนล็อคนิรภัย – Rotation Safety System (RSS) – ของโอริส ที่เป็นที่กล่าวขาน และได้รับการจดสิทธิบัตร ที่จะทำการล็อควงแหวนบนขอบหน้าปัดให้อยู่กับที่เมื่อมีการปรับตั้งเรียบร้อยแล้ว นาฬิการุ่นใหม่นี้ ยังประกอบด้วย หน้าปัดแสดงมาตรเวลาโครโนกราฟ 60 นาที ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา โดยขีดแสดงรายละเอียดหลักที่สำคัญจะมีความเด่นชัดด้วยสีเหลือง

โอริส ขอแนะนำ ประดิษฐกรรมเรือนเวลาเรือนสำคัญ รุ่น บิ๊ก คราวน์ โปรไพล็อต เอ็กซ์ คาลิเบอร์ 115 – Big Crown ProPilot X Calibre 115 ประกอบด้วยกลไกสเกเลตัน กลไกพลังงานสำรอง 10 วัน พร้อมด้วยหน้าต่างแสดงพลังงานสำรองแบบไม่เป็นเส้นตรง สิทธิบัติของโอริส รูปทรงทันสมัยที่มีความโดดเด่นเป็นสัญลักษณ์แห่งความแน่วแน่ในศาสตร์แห่งนาฬิกาจักรกลของโอริสมาอย่างยาวนาน

โพสต์นี้มีประโยชน์?

คลิกที่ดาวเพื่อให้คะแนน!

คะแนนเฉลี่ย 0 / 5. จำนวนโหวต: 0

ยังไม่มีคะแนนโหวต! เป็นคนแรกที่ให้คะแนนโพสต์นี้

ตามที่คุณพบโพสต์นี้มีประโยชน์ ...

ติดตามเราบนโซเชียลมีเดีย!

ขออภัยที่โพสต์นี้ไม่มีประโยชน์สำหรับคุณ!

ให้เราปรับปรุงโพสต์นี้!

บอกเราว่าเราจะปรับปรุงโพสต์นี้ได้อย่างไร

สมาชิกเท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก!